เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน
เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน โดย ว.วชิรเมธี

จงกล้ารับผิดชอบตัวเอง

หากกล่าวตามหลักความเป็นจริง
ตามหลักวิทยาศาสตร์อันพิสูจน์ได้เชิงประจักษ์
ตามหลักแห่งเหตุและผลที่พิจารณาเห็นได้ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ธรรมดาสามัญ
เราก็จะพบความเป็นจริงของชีวิตและสรรพสิ่งว่า
ชีวิตของเราจะเป็นไปอย่างไร
ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่เราเป็นผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมาเอง
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “กรรมเก่า เทพเจ้าบันดาล และเหตุบังเอิญ” แม้แต่น้อย

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
“จิตฺเตน นียติ โลโก”
แปลว่า
“โลก (ชีวิต) หมุนไปตามความคิด”

หมายความว่า
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเราเป็นผู้คิด เป็นผู้สร้าง เป็นผู้รังสรรค์
ไม่ใช่ผู้อื่นสิ่งอื่นแต่อย่างใดทั้งสิ้น
หากเราเชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เราทุกคนก็สามารถกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้
ออกแบบวิถีชีวิตของตัวเองได้ เลือกอนาคตของตัวเองได้
และอยากจะมีชีวิตที่ดีขนาดไหน ก็เลือกได้ด้วยตัวของเราเอง

ในเมื่อความจริงมีอยู่เช่นนี้
คนที่หลงไปเชื่อกรรมเก่า เทพเจ้าบันดาล และเรื่องบังเอิญ
จึงหมดโอกาสที่จะสร้างอนาคตด้วยมันสมองและสองมือของตัวเอง
คนที่เชื่อในสามลัทธินี้จึงนับว่าก้าวพลาดอย่างยิ่ง
เขาได้ทอดทิ้งโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย
เรามีชีวิตเดียว หากเราเลือกระบบความเชื่อที่ผิดมานำพาชีวิตของตัวเอง
ก็หมายความว่า เรากำลังทำพลาดครั้งยิ่งใหญ่
พลาดไปครั้งหนึ่ง จะย้อนกลับมาแก้ไขอีกทีก็ต้องเกิดใหม่ในชาติหน้า
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเกิดมาเป็นอะไร
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ
ต่อให้เกิดมาก็จำอะไรไม่ได้เลย

ดังนั้น เราควรใช้ชีวิตนี้นี่แหละให้ดีที่สุด
ไม่ต้องรอไปแก้ตัวในชาติหน้า
กฎแห่งกรรมตามความหมายของพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่กฎแห่งกรรมเก่าที่สอนให้เรายอมจำนนต่อชีวิตที่เป็นผลพวงจากอดีต
หากแต่เป็นกฎแห่งเหตุและผล ที่สอนตรงตามความจริงของธรรมชาติที่ว่า

หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
ทำเหตุไว้อย่างใด ผลก็เป็นอย่างนั้น
ผลที่เราได้รับจะสอดคล้องกับเหตุที่เราสร้างเสมอ

นี่คือ กฎแห่งความเป็นเหตุและผลที่เป็นสากล
เพราะมันเป็นความจริงสำหรับทุกคน
สำหรับทุกปรากฏการณ์ สำหรับทุกเรื่อง

กล่าวอย่างสั้นที่สุด
กฎแห่งกรรมคือกฎที่บอกความจริงกับเราว่า
“ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพนี้เป็นไปตามหลักแห่งเหตุและผล (เหตุปัจจัย)”

เมื่อความจริงมีอยู่เช่นนี้
ความเชื่อที่ว่า
มีเทพเจ้าผู้ทรงอานุภาพคอยกุมชะตาชีวิตเรา
ก็ไม่สมเหตุสมผล
ความเชื่อที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเราเป็นผลของกรรมเก่าทั้งหมด
ก็ไม่สมเหตุสมผล
(เพราะหากเป็นเช่นนั้น เราก็หมดสิทธิ์เลือกที่จะใช้ชีวิตของตัวเอง)
ความเชื่อที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ
ก็ไม่สมเหตุสมผล

กล่าวให้ตรงกว่านั้น
กฎแห่งกรรม คือ
กฎที่บอกให้เรารู้จัก
“รับผิดชอบชีวิตของตัวเองด้วยตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์”
ไม่โอนความรับผิดชอบชีวิตไปอยู่ในมือของเทพ ของเทวดาปาฏิหาริย์ที่ไหน
ไม่ผลักปัญหาต่างๆ ที่ตัวเองต้องเผชิญในชีวิตไปเป็นเรื่องกรรมเก่าที่แก้ไขไม่ได้
และไม่ซัดทอดว่า สิ่งต่างๆ ที่ตัวเองกำลังพบพานเป็นเรื่องบังเอิญ

กฎแห่งกรรม คือ
กฎที่ทำให้เราได้เป็นเจ้าของชีวิตของเราอย่างแท้จริง
คือ กฎที่บอกเราว่า เราอยากมีชีวิตอย่างไร เราก็ออกแบบชีวิตได้ด้วยตัวเอง ที่นี่ เดี๋ยวนี้
คือ กฎที่ยืนยันว่า มนุษย์มีเจตจำนงอันเสรีที่จะเลือกวิถีชีวิตของตนเองอย่างไรก็ได้
คือ กฎที่บอกว่า ถ้าชีวิตที่เป็นอยู่ยังไม่เป็นที่พอใจ เราก็ไม่จำเป็นต้องยอมจำนน
เราลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ชีวิตในแบบของเราได้ ด้วยมันสมองสองมือของเราเอง
ที่นี่ ตอนนี้ นาทีนี้ ในชีวิตนี้

เมื่อกฎแห่งกรรมจริงๆ เป็นอย่างนี้
พิธีแก้กรรมโดยเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้
ก็เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ
หากเรารู้สึกว่า ชีวิตมีแต่เรื่องแย่ๆ และอยากแก้กรรม
เราก็สามารถทำได้เลยด้วยตัวเองที่นี่ เดี๋ยวนี้
เพราะการแก้กรรมที่ถูกต้องก็คือ

แก้พฤติกรรมที่เป็นตัวสร้างปัญหา
ให้เป็นพฤติกรรมใหม่ที่นำพาชีวิตเราออกไปจากปัญหานั้นๆ
เมื่อทำได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่า
เราได้แก้กรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

การแก้กรรม เป็นเรื่องของเราโดยตรง
ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาทำให้ได้
เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ตนทำตัวให้เศร้าหมองเอง ก็ต้องแก้ที่ตัวเอง
คนอื่นจะยังอีกคนหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่
(สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญโญ อญฺญํ วิโสธเย)

กฎแห่งกรรม
คือ กฎแห่งการรับผิดชอบชีวิตของตนด้วยตนเอง
คือ กฎที่คืนความเป็นนายเหนือชะตากรรมของตนเองให้แก่มนุษยชาติ
หลังจากที่เราถูกหลอกให้เลิกเชื่อมั่นในตัวเองไปเชื่อสิ่งลึกลับเหนือสามัญวิสัยมานานนับหลายพันปี

พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า

“อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, โก หิ นาโถ ปโร สิยา”
แปลว่า
“ตนนั่นแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้”

“กมฺมุนา วตฺตตี โลโก”
แปลว่า
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (การกระทำ)”

พระพุทธวจนะดังกล่าวมานี้ก็ชัดเจนพอแล้วที่เราจะยืนยันได้ว่า
กฎแห่งกรรมตามแนวพุทธนั้น
เป็นกฎแห่งการสอนให้มนุษยชาติหยัดยืนรับผิดชอบชีวิตของตนด้วยตนเอง
เป็นกฎที่เตือนเราให้เลิกหวังผลจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์
แต่สอนให้เราหันมาเรียกร้องจากตัวเอง คาดหวังจากตัวเอง
และเริ่มต้นพัฒนาตัวเอง
พระพุทธองค์ทรงเรียกพระองค์เองด้วยสรรพนามว่า
“กรรมวาที” (ผู้สอนเรื่องความเป็นเหตุเป็นผล)
“วิริยวาที” (ผู้สอนเรื่องความเพียรพยายาม)

พอกันทีกับความเข้าใจเรื่องกรรมอย่างงมงายชนิดเชื่อตามๆ กันมา
โดยไม่สนใจศึกษาค้นคว้าให้รู้ว่า
พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องกรรมจากบริบทแบบใด
จากนี้เป็นต้นไป
ขอให้เราจงเป็นอิสระจากความเข้าใจที่ผิด
เป็นอิสระจากกรรมเก่า จากเทพเจ้าบันดาล และจากความบังเอิญ
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เป็นไปตามหลักแห่งเหตุและผลที่พิสูจน์ได้
ท้าทายได้ ตรวจสอบได้ อธิบายได้

เราทุกคนเป็นนายของตนเอง
เราทุกคนเป็นกัปตันผู้กุมหางเสือแห่งเรือคือชีวิตของตนเอง
เราทุกคนเป็นดีไซเนอร์ผู้ออกแบบชีวิตของตนเอง
เราทุกคนเป็นวิศวกรและสถาปนิก ผู้ร่างพิมพ์เขียวและควบคุมการก่อร่างสร้างชีวิตของตนเอง
เราทุกคนมีเจตจำนงเสรีที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระอย่างที่เราต้องการได้

อย่าเอาชีวิตแสนล้ำค่าและเปี่ยมด้วยศักยภาพอันไม่มีที่สิ้นสุด
ไปมอบไว้ในมือของเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้

จงกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเอง
จงพร้อมที่จะรับผิดชอบชีวิตทั้งชีวิตด้วยตัวเอง
เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ เธอจะพลาดไปตลอดชีวิต
และชีวิตของเธอจะก้าวไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุดอย่างที่ควรจะเป็น
เธอจะมีชีวิตเหมือนคนที่ไต่อยู่เพียงเชิงเขา
แต่ไม่เคยปีนขึ้นไปให้ถึงยอดเขาแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยความสดชื่นรื่นรมย์

ว.วชิรเมธี
จากหนังสือ “เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน”

535