เทวัญกานต์

วันแรกกราบ

ปรัชญาหน้ากุฏิ หนังสือเล่มแรกอย่างเป็นทางการของท่านว.วชิรเมธี

“ปรัชญาหน้ากุฏิ”
หนังสือเล่มแรกอย่างเป็นทางการของ ว.วชิรเมธี

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาตรีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผมก็ได้เรียนต่อปริญญาโทในคณะเดียวกัน ภาควิชาภาษาไทย สาขาวรรณคดีไทย

การเรียนปริญญาโท สิ่งที่นิสิตทุกคนจะต้องทำก็คือวิทยานิพนธ์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องทุ่มเทกายใจเป็นอย่างมาก เมื่อเหนื่อยและท้อมากๆ เข้า จึงคิดว่า หางานทำไปด้วยดีกว่า เผื่อกระตุ้นให้มีกำลังใจทำวิทยานิพนธ์มากขึ้นด้วย ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิด

สำนักพิมพ์แรกที่ผมสมัครเข้าทำงาน ก็คือ สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000”ออฟฟิศอยู่บริเวณหลังเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ตำแหน่งที่สมัครตอนนั้นคือ พนักงานพิสูจน์อักษรเพราะน่าจะตรงกับที่เรียนมาที่สุด อีกอย่างผมก็ชอบอ่านหนังสือมากๆ ด้วย ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องเข้าห้องสมุด คิดว่า ทำงานด้านหนังสือนี่แหละน่าจะตรงที่สุดแล้ว

รอไม่นาน สำนักพิมพ์ก็เรียกตัวผมไปสัมภาษณ์ ถามไปถามมา ดูเหมือนเขาจะเห็นโหงวเฮ้งผมใช้ได้ ไปวัดไปวาไม่น่าเกลียด เก็เลยรับเข้าทำงาน สมตามที่ผมตั้งใจ

บ่ายวันหนึ่ง บรรณาธิการบริหารได้เรียกผมเข้าไปพบ แล้วบอกว่า อยากให้ไปพบพระรูปหนึ่งที่วัดเบญจมบพิตร เพราะเห็นว่า ผมเคยบวชเรียนมาก่อน น่าจะคุยกับพระได้สนิทใจกว่าเพราะคุ้นเคยกับวัด พระรูปนี้ท่านส่งต้นฉบับมาให้พิจารณา อ่านดูคร่าวๆ มีสำนวนการเขียนที่น่าสนใจ ให้ผมลองไปทำความรู้จักกับท่านดู

ผมก็ตอบ บก.บริหาร ท่านนั้นไปว่า ผมเพิ่งทำงานในตำแหน่งพิสูจน์อักษรเองนะครับ ไปติดต่อนักเขียนนี่ต้องระดับบรรณาธิการไม่ใช่หรือ ท่านบก.บริหารก็โบกไม้โบกมือทำนองว่า ไปเถอะ เธอทำได้ แล้วก็ยื่นต้นฉบับหนังสือให้มาอ่าน ชื่อว่า “29 ข้อคิดเพื่อชีวิตสุนทรีย์ลงชื่อผู้เขียนว่า พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ผมรับมาอ่าน อืมม น่าสนใจดีแฮะ สำนวนอ่านสนุกดี ไม่น่าเชื่อว่า เป็นเรื่องที่เขียนเล่าถึงพระรูปต่างๆ เอาละ ลองไปกราบท่านสักหน่อยดีกว่า ว่าแล้วก็โทร.ไปนัดกับลูกศิษย์ของท่าน กำหนดวันเวลาให้เรียบร้อย

วันต่อมา ผมก็นั่งรถเมล์จากปิ่นเกล้าไปที่วัดเบญจม์ฯ จำไม่ได้แล้วว่าสายอะไร เวลานัดท่านคือบ่ายโมงตรง สถานที่นัดหมาย คือ ห้องสมุดวัดเบญจม์ฯ

ผมไปถึงประมาณเที่ยงกว่าๆ ถือโอกาสเดินชมรอบๆ วัด โชคดีที่ผมเคยบวชเรียนเป็นสามเณรมาก่อน 8 ปี การเข้าวัดจึงไม่ได้รู้สึกว่าเคอะเขินแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกว่า นี่แหละคือบ้านที่เราเคยอยู่มานาน เพราะมีความสงบร่มเย็นทุกครั้งที่มีโอกาสแวะเข้าวัด

ผมถามพระที่เดินผ่านมาว่าห้องสมุดอยู่ทางไหน ท่านก็ชี้ทางให้ เหลือเวลาอีก 15 นาที จะถึงเวลานัดหมาย ผมจึงรีบเดินเข้าไปในห้องสมุด เป็นอาคารไม้ยกพื้นปูน ด้านหลังเป็นอาคารเรียนโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร มีโต๊ะนั่งอ่านหนังสือ ดูรื่นรมย์น่านั่ง มองไปเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่นั่งรวมกันอยู่ด้านหนึ่ง จึงเลือกเข้าไปนั่งรอพระนักเขียนตามที่นัดหมายไว้

พอถึงเวลา 13.00 .ตรงเป๊ะ ก็มีพระรูปหนึ่งเดินเข้ามา ท่านเป็นพระหนุ่ม อายุน่าจะประมาณ 24-25 ปี ตามสายตาที่ผมมองเห็นในวันนั้น ห่มจีวรมีผ้าสังฆาฏิและผ้ารัดอกเรียบร้อย หรือที่ภาษาพระเรียกกันว่าห่มดอง เดินเข้ามาด้วยอาการที่เรียกว่า ดูสงบ เรียบง่าย และสง่างาม

ผมรีบลุกขึ้น ประนมมือถามท่านว่า ท่านคือ พระมหาวุฒิชัยใช่ไหมครับ ท่านก็บอกว่า ใช่ ผมก็ก้มลงกราบท่าน 3 ครั้ง แล้วก็แนะนำตัวว่า ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าที่บริษัทฯ ให้มาพบท่าน พร้อมกับนำต้นฉบับงานเขียนมาคุยกับท่านด้วย

หลังจากนั้น ผมก็ได้พูดคุยกับท่านนานพอสมควร ประมาณเกือบๆ ร่วมชั่วโมง เรื่องที่คุยโดยมากก็คือ ข้อมูลต่างๆ ในงานเขียน สอบถามความเป็นมาของท่านว่า เพราะอะไรท่านถึงเขียนงานชุดนี้ขึ้นมา พร้อมทั้งชี้แจงว่า ต้นฉบับงานเขียนของท่านมีความน่าสนใจ สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000 ยินดีที่จะจัดพิมพ์งานเขียนของท่าน

ในขณะที่ได้กราบเรียนเรื่องต่างๆ ให้ท่านทราบ ยิ่งพูดคุยไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่า ท่านรู้อะไรมากกว่าที่เรารู้อีกเยอะ ซึ่งมาทราบในภายหลังว่า ท่านเป็นบรรณาธิการทำหนังสือมาก่อนผมเสียอีก นั่นคือในวัดเบญจม์ฯ เอง ท่านเป็นบรรณาธิการวารสาร เบญจมบพิตรสัมพันธ์ มาก่อน ท่านอ่านหนังสือเยอะมาก

และที่น่าทึ่งที่สุดคือ ท่านจบเปรียญธรรม ประโยคแล้ว ซึ่งเป็นการศึกษาจบชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย แต่ละปีมีคนที่สามารถผ่านมาถึงจุดนี้ได้น้อยมากๆ ใครที่เคยเรียนนักธรรม เรียนบาลีมาก่อนจะรู้ว่า การเรียนให้จบเปรียญ ประโยคนั้นยากเพียงใด เรียกว่า ไปสอบเป็นนักบินอวกาศอาจจะง่ายกว่า

ตัวผมเองบวชเรียนได้เปรียญ ประโยค พอถึงวันสอบเปรียญ จำได้ว่า ส่งกระดาษเปล่าให้พระผู้คุมสอบ เพราะใจกระเจิงไม่อยู่แล้ว บอกกับพระที่คุมสอบว่า ผมจะไปสอบเอ็นทรานซ์ เข้าอักษร จุฬาฯ ครับ ยังจำได้จนบัดนี้

หลังจากที่ได้พูดคุยกับท่านในวันนั้น ก็ได้ดำเนินการจัดพิมพ์ต้นฉบับ “29 ข้อคิดเพื่อชีวิตสุนทรีย์ตามชื่อที่บรรณาธิการบริหารตั้งให้ว่า ปรัชญาหน้ากุฏินี่คือหนังสือเล่มแรกของท่าน และเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมได้มีโอกาสทำงานกับท่าน รวมทั้งยังเป็นงานบรรณาธิการเล่มแรกของผมด้วย

ท่านได้ขอใช้นามปากกาว่า .วชิรเมธีตามนามฉายาทางพระ และอีกอย่างหนึ่งท่านบอกว่า มีที่มาจากนักร้องที่ท่านชื่นชอบคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนจังหวัดเชียงรายเหมือนกันกับท่าน ชื่อว่า .วัชญาน์ ผู้โด่งดังในเพลง สาวเชียงฮาย

นอกจากนี้ ยังได้ทราบภายหลังอีกว่า ชื่อที่ท่านตั้งไว้ว่า “29 ข้อคิดเพื่อชีวิตสุนทรีย์ยังมีความหมายว่า ท่านเขียนต้นฉบับงานชุดนี้ในขณะที่ท่านอายุ 29 ปีอีกด้วย

ไม่น่าเชื่อว่า การได้ไปกราบท่านในวันนั้น ทำให้มีโอกาสได้ทำงานบรรณาธิการหนังสือของท่านอยู่เรื่อยๆ ตลอดมา รวมทั้งเมื่อย้ายมาทำงานที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ ก็มีโอกาสทำหนังสือชุด ธรรมะติดปีกให้กับท่าน ซึ่งเป็นหนังสือชุดที่สร้างประวัติศาสตร์ให้หนังสือธรรมะขึ้นอันดับหนึ่ง Bestseller ในร้านหนังสือแบบไม่เคยมีหนังสือธรรมะเล่มไหนทำได้มาก่อน

ยิ่งได้ทำงานกับท่าน ก็ยิ่งเห็นชัดถึงความเป็น ปราชญ์ที่รอวันเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ หลายเรื่องที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งทึ่ง เช่น การแต่งบทกวี ดังตัวอย่างบางส่วนที่รวบรวมไว้ในหนังสือ จักรวาลในถ้วยชา (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปราณ) ซึ่งคนที่ไม่ได้สะสมถ้อยคำมาอย่างมากมาย ไม่มีทางที่จะแต่งออกมาได้ไพเราะสละสลวยและลงตัวเช่นนี้

(ล่าสุดก็มีงานกวีนิพนธ์อีกเล่ม คือกวีนิพนธ์ดลธรรมเล่มนี้ก็มีความเฉียบคมทั้งถ้อยคำและถ้อยความ ผมจะได้นำมาลงให้รู้จักกันในเว็บไซต์ www.todaydezign.com นี้ต่อไป)

เมื่อได้เรียนรู้โลกในแวดวงบรรณพิภพได้ช่วงหนึ่ง มั่นใจว่าตนเองสะสมความรู้ในเรื่องของการทำหนังสือได้พอสมควร ผมก็ออกมาทำสำนักพิมพ์ตนเองชื่อ สำนักพิมพ์ทูเดย์ และได้ทำงานบรรณาธิการหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ให้กับท่านอยู่เรื่อยๆ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ต้องขอบคุณบก.บริหารท่านนั้น ที่ให้โอกาสผมได้ไปกราบท่าน และต้องขอกราบขอบพระคุณพระหนุ่มรูปนั้น ที่ได้ฝึกฝนพัฒนาตนจนกลายมาเป็น พระเมธีวชิโรดมในวันนี้ ผมคิดไม่ออกเลยว่า หากไม่ได้ไปพบท่านในวันนั้น ผมจะยังคงได้ทำงานหนังสือของท่านมาอย่างต่อเนื่องอย่างเช่นทุกวันนี้หรือไม่

จะว่าไป ชีวิตนี้ผมโชคดีมากๆ โชคดีมากมายที่ได้เรียนรู้หลักการทำงานที่ดีจากท่าน ได้รับความไว้วางใจจากท่านให้ตรวจแก้ต้นฉบับ และที่สำคัญได้อ่านเนื้อหาหนังสือธรรมะดีๆ ของท่านก่อนใคร

เคยมีเหมือนกัน ที่บางคำผมไม่เห็นด้วยกับท่านในเรื่องของการใช้คำ แต่เมื่อท่านแจ้งว่าให้ลองไปเปิดพจนานุกรมหน้านี้ บรรทัดนี้ดู สุดท้ายผมก็ต้องยอมจำนน เห็นด้วยกับท่าน เรียกว่า ความรู้ในทางภาษาผมยังมีน้อยเกินไป ไม่อาจนำไปเทียบกับความเป็นปราชญ์ของท่านได้เลย

น่าแปลกที่งานหนังสือของท่าน เล่มที่มักได้รับการกล่าวขานถึงอยู่เสมอ มักจะมีชื่อที่หน้าเครดิตว่า เทวัญกานต์ มุ่งปั่นกลาง เป็นบรรณาธิการ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม เพราะเหตุใด ทั้งที่หนังสือหลายเล่มที่จัดพิมพ์โดยบรรณาธิการท่านอื่น ก็มีอีกมากมาย แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าที่ควร

หลายครั้งที่ผมไปกราบท่าน และมีญาติโยมคนอื่นๆ มากราบท่านในขณะนั้นด้วย ท่านมักจะแนะนำให้ญาติโยมให้รู้จักผมในนามของ บรรณาธิการคู่บุญ ผมได้แต่ยิ้มเก้อๆ ไม่รู้จะหาคำปฏิเสธอย่างไรดี เพราะในความรู้สึกแล้ว คนที่สามารถตรวจสอบงานของท่าน ถึงขั้นเป็น บรรณาธิการให้กับงานของท่านได้ น่าจะต้องมีความรู้ระดับราชบัณฑิต ซึ่งตัวผมเองมีความรู้เพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอที่จะไปยืนในจุดนี้ได้เลย

ทุกวันนี้ ผมเป็นเพียงคนทำหนังสือให้กับท่าน ผมก็พอใจ และภูมิใจที่สุดแล้วครับ

เทวัญกานต์ มุ่งปั่นกลาง

332